วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2559

รมว.ศึกษาธิการ ตอบข้อซักถามของผู้สื่อข่าว "คลายข้อสงสัย" คำสั่ง คสช.






หลังจากที่มีราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2559 ได้เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 10/2559 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค และ 11/2559 เรื่อง การบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค (อ้างจากข่าวที่ 134 : คำสั่งของ คสช. 2 ฉบับ)  ซึ่งทำให้หลายฝ่าย โดยเฉพาะผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 19 (เลย-หนองบัวลำภู) รู้สึกกังวลหรือมีข้อสงสัยในหลายๆ ประเด็น

ลำดับที่ 19 ข่าวออนไลน์ : โดยเครือข่ายประชาสัมพันธ์โรงเรียน สพม.19  ในฐานะเป็นสื่อกลาง สร้างสรรค์คุณภาพการศึกษาไทย จึงขอหยิบยกประเด็นที่สื่อมวลชนมีข้อสงสัยสอบถาม พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ในวันแถลงข่าวการขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษาและการบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2559 ที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มานำเสนอ....

โอกาสนี้ รมว.ศึกษาธิการ ได้ตอบข้อซักถามของผู้สื่อข่าวเพิ่มเติม

สื่อมวลชน : จะใช้แนวทางการบริหารรูปแบบนี้ไปจนถึงเมื่อไร และหลังจากนี้หากไม่ใช้แนวทางนี้จะมีแนวทางใดมาทดแทน
รมว.ศึกษาธิการ :
 เบื้องต้นจะใช้แนวทางนี้ในช่วงรัฐบาลปัจจุบันก่อน ยังตอบไม่ได้ 100% ว่าจะใช้แนวทางนี้ไปนานเท่าไร แต่เป็นช่วงเร่งด่วนที่ต้องปฏิรูปทำให้ต้องดำเนินการแบบเร่งด่วนก่อน จึงต้องใช้มาตรา 44 ไม่เช่นนั้นจะไม่ทันเวลา เพราะมาตรา 44 ไม่ได้ใช้กับทุกอย่าง ถ้ารอเป็นกฎหมายได้ก็รอได้ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวไม่ง่าย เนื่องจากต้องอธิบายและหารือถึงเหตุผลในการปรับโครงสร้าง และโครงสร้างใหม่นี้จะมีส่วนในการนำไปใช้พิจารณาปรับโครงสร้างใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการด้วย โดยจะเห็นได้ว่าใน 2 คำสั่งของ คสช.นี้ ยังไม่ได้ปรับโครงสร้างในส่วนกลาง


สื่อมวลชน : เหตุผลหนึ่งที่มีการใช้คำสั่งดังกล่าว มาจากการที่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ มีการแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรมหรือไม่
รมว.ศึกษาธิการ :  
ใน 225 เขตพื้นที่นั้น ส่วนที่ดีก็มี ส่วนที่ไม่ดีก็มี ซึ่งไม่ปฏิเสธ ยกตัวอย่างเช่น อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ มีอำนาจพิจารณาเรื่องวินัย ซึ่งในขณะนี้มีเรื่องค้างอยู่ 104 เรื่อง ในจำนวน 71 เขตพื้นที่ และเรื่องที่ค้างอยู่ใช้เวลาพิจารณานานเป็นปี และการที่ไม่ลงโทษคนผิดภายในเวลาที่เหมาะสมจะกลายเป็นการลงโทษคนดีที่เฝ้ามองอยู่ นี่คือปัญหาหนึ่งซึ่งส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการ


สื่อมวลชน : กศจ. มีอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้ายได้ทันที หรือว่าต้องส่งเรื่องมาที่ส่วนกลาง
รมว.ศึกษาธิการ :
โครงสร้างใหม่อำนาจดังกล่าวจะไปจบที่ กศจ. ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน


สื่อมวลชน : กรณีข้อห่วงใยที่ว่า หากผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ได้มีความสนใจด้านการศึกษา จะส่งผลกระทบต่อการบริหารงานหรือไม่
รมว.ศึกษาธิการ :
 ไม่ต้องห่วง ขอยืนยันผู้ว่าราชการจังหวัดเก่งทุกคน และมีความสนใจด้านการศึกษาแน่นอน นาทีนี้ไม่มีใครไม่สนใจเรื่องการศึกษา จึงมีความเชื่อมั่นในการดำเนินงานของผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งจะทำในรูปแบบของกรรมการที่มีผู้แทนจากกระทรวงศึกษาธิการร่วมด้วย ไม่ได้ดำเนินการโดยผู้ว่าราชการจังหวัดเพียงผู้เดียว


สื่อมวลชน : รูปแบบดังกล่าวเป็นการถอยหลังเข้าคลองหรือไม่
รมว.ศึกษาธิการ :
กรณีโครงสร้างเดิมที่ใช้หลักการกระจายอำนาจ หลังจากการกระจายอำนาจผ่านไป พบว่ากระทรวงศึกษาธิการมีปัญหา ไม่ได้บอกว่ากระจายอำนาจดีหรือไม่ดี แต่ในปัจจุบันพบว่ากระทรวงศึกษาธิการมีปัญหาจำนวนมาก เช่น กระทรวงศึกษาธิการถูกกล่าวโทษเมื่อเด็กนักเรียนอ่านหนังสือไม่ออกเขียนไม่ได้ เป็นต้น โครงสร้างใหม่นี้เมื่อมองดูแล้วเหมือนย้อนกลับไปใช้ของเดิม แต่หากการเดินหน้าไปข้างหน้าแล้วไม่มีสิ่งใดดีขึ้น มีแต่แย่ลง ทำไมเราไม่ถอยมาดูว่าของเดิมเป็นอย่างไร ซึ่งการกระจายอำนาจนั้นเราจะไม่ใช้เวลาเป็นตัวกำหนด แต่จะใช้ปัจจัยในความพร้อมของแต่ละพื้นที่ว่าใครพร้อมที่จะได้รับการกระจายอำนาจก่อน ไม่ต้องรอเวลาพร้อมกัน โครงสร้างใหม่นี้ไม่ได้ทิ้งเรื่องการกระจายอำนาจ เพราะอย่างน้อยก็มีผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะกรรมการที่มาจากทุกภาคส่วน เช่น ภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม เป็นต้น


สื่อมวลชน : แต่ละจังหวัดมีขนาดไม่เท่ากัน การดูแลจะทำได้ทั่วถึงหรือไม่
รมว.ศึกษาธิการ : สำหรับจังหวัดที่มีขนาดใหญ่จะมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดหลายท่าน ซึ่งจะเป็นผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดในการดำเนินงานต่าง ๆ อยู่แล้ว นอกจากนี้ กศจ. จะมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเข้ามาช่วยดำเนินการได้ และเป็นครั้งแรกที่จะเกี่ยวร้อย สพฐ., สอศ., กศน. และ สช. อปท. และสถานศึกษาในระดับอุดมศึกษา เข้ามารวมอยู่ด้วยกันในจังหวัดนั้น ๆ


สื่อมวลชน : การแต่งตั้ง กศจ. คาดว่าจะใช้เวลาเท่าไร
รมว.ศึกษาธิการ : จะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด


สื่อมวลชน : การเพิ่มจำนวนสำนักงานศึกษาธิการภาคจาก 13 ภาค เป็น 18 ภาค มีที่มาจากอะไร
รมว.ศึกษาธิการ :
กระทรวงศึกษาธิการได้ประสานกับกระทรวงมหาดไทย โดยการจัดรูปแบบตาม 18 ภาคดังกล่าว จะตอบคำถามได้หากการศึกษาในที่ใดที่หนึ่งไม่ดี ก็จะดูว่าอยู่จังหวัดใด เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการปรับปรุงแก้ไข และต้องประสานงานในลักษณะภาคต่อภาค


สื่อมวลชน : โดยสรุปแล้วตำแหน่งผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาจะโดนยุบหรือยังคงไว้เช่นเดิม
รมว.ศึกษาธิการ : ตำแหน่งผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา จะทำหน้าที่เหมือนเดิมทุกอย่าง ยกเว้นผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 1 ที่จะมีหน้าที่เพิ่มขึ้นมา ส่วนในกรุงเทพฯ ให้บอร์ดใหญ่ทำหน้าที่เป็น กศจ. คือ บอร์ดที่มี รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน


สื่อมวลชน : ขณะนี้มีเสียงคัดค้านจากผู้แทนครูที่อยู่ใน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ หรือไม่
รมว.ศึกษาธิการ :
กระทรวงศึกษาธิการยินดีรับฟังความคิดเห็นของท่านที่ไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะไม่เห็นด้วยในประเด็นใด เนื่องจากบางความคิดเห็นมีเหตุมีผล อย่างน้อยความเห็นดังกล่าวก็นำมาอุดช่องว่างได้ หากมีข้อคิดเห็นหรือความเห็นต่างในประเด็นใดให้แจ้งมาเพื่อจะได้นำมาพิจารณาต่อไป


สื่อมวลชน : โครงสร้างใหม่นี้จะช่วยแก้ปัญหาในเรื่องของอิทธิพลในวงการครู เกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้าย และจะสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้มากน้อยเพียงใด
รมว.ศึกษาธิการ : เมื่อยุบ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่แล้ว คาดว่าปัญหาดังกล่าวจะหมดไป แต่ขอแก้ข่าวที่สื่อบางสำนักลงข่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการตัดตอน จึงขอแจ้งว่าอย่านำไปโยงกับการเมืองซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เป็นเรื่องการศึกษาล้วน ๆ และขอยืนยันว่าการตัดสินใจดำเนินการเช่นนี้ มาจากเสียงสะท้อนของคนในกระทรวงศึกษาธิการทั้งหมด ไม่ใช่การตัดสินใจดำเนินการของ รมว.ศึกษาธิการ เพียงผู้เดียว
ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ : เรื่องนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดแต่เกิดมาปีกว่าแล้ว และรัฐบาลเหลือเวลาอีก 1 ปีครึ่ง หากไม่ดำเนินการเช่นนี้คงจะยากแก่การแก้ปัญหา ซึ่งได้ดำเนินการอย่างรอบคอบและมีผลกระทบน้อยที่สุด


สื่อมวลชน : จะมั่นใจได้อย่างไรว่าคำสั่งดังกล่าวจะทำให้เกิดประสิทธิภาพอย่างที่ตั้งใจไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการบริหารงานบุคคล มีอะไรที่เป็นข้อพิสูจน์
รมว.ศึกษาธิการ : ในวันนี้ยังตอบไม่ได้ แต่คิดดีแล้วจึงได้ดำเนินการ อย่างน้อยจากสภาพที่ประสบอยู่ คาดว่าผลที่ออกมาต้องดีกว่าเดิม เมื่อ คสช.ได้ออกคำสั่งมาทะลุทะลวงปัญหาเดิมที่ค้างอยู่ให้แล้ว กระทรวงศึกษาธิการต้องดำเนินการให้สำเร็จให้ได้


สื่อมวลชน : อำนาจการแต่งตั้งของ กศจ. จะแก้ปัญหาได้ดีกว่าการให้อำนาจนั้นกับ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่หรือไม่
รมว.ศึกษาธิการ : โครงสร้างเดิมในบางจังหวัดที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งมีจำนวนเขตพื้นที่การศึกษามาก การพิจารณาเรื่องต่าง ๆ จะจำกัดอยู่ในเขตพื้นที่ตนเอง ไม่สามารถข้ามเขตได้ แต่โครงสร้างใหม่จะดูภาพใหญ่ขึ้นสามารถดำเนินการโอนย้ายข้ามเขตได้ จึงเชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ดีขึ้น อีกทั้งจะเป็นการช่วยแก้ปัญหาตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนที่ว่างอยู่กว่า 4,000 ตำแหน่ง ขอให้รอดูว่าการขับเคลื่อนตามโครงสร้างใหม่นี้จะได้ผลเพียงใด


สื่อมวลชน : โครงสร้างใหม่จะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการวิ่งเต้นโยกย้ายหรือไม่
รมว.ศึกษาธิการ : คาดหวังโครงสร้างใหม่นี้จะช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว ไม่อยากกล่าวโทษรูปแบบเดิมเพราะส่วนที่ดีก็มี


สื่อมวลชน : ต้นทางของโครงสร้างนี้มาจากที่ใด
รมว.ศึกษาธิการ : มาจากคนในกระทรวงศึกษาธิการเองที่ประสบปัญหา รวมทั้งมาจากการรับฟังปัญหาจากผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาบ้าง ทำให้เกิดการพัฒนาให้เกิดโครงสร้างนี้ขึ้นมา


สื่อมวลชน : ในช่วงที่เป็นสุญญากาศ ณ ตอนนี้ จะส่งผลกระทบต่อบุคคลที่อยู่ระหว่างการพิจารณาโยกย้ายหรือรอการเรียกบรรจุหรือไม่
รมว.ศึกษาธิการ : ขอให้รอสักระยะหนึ่งประมาณ 7-10 วันในดำเนินการ ยืนยันว่าไม่กระทบบุคคลดังกล่าว เพราะเป็นเพียงการเปลี่ยนอำนาจจาก อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ มาเป็นอำนาจของ กศจ. เท่านั้น

……………………………………………………….
ที่มา / ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 135/2559
แถลงข่าวการขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษาและการบริหารราชการ ของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค
http://www.moe.go.th/websm/2016/mar/135.html

สพม.19 จัดการแข่งขันกีฬาครู “มัธยมหนองบัวลำภูเกมส์” ครั้งที่ 3






เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2559 ดร.อดิศักดิ์ มุ่งชู ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 19 เป็นประธานเปิดการแข่งขันกีฬาครู “มัธยมหนองบัวลำภูเกมส์” ครั้งที่ 3 เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย และเชื่อมความสามัคคีของคณะครูโรงเรียนมัธยมศึกษาในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู ณ สนามกีฬาโรงเรียนนาวังศึกษาวิช อ.นาวัง จ.หนองบัวลำภู

ว่าที่พันตรี ดร.ประดิษฐ์ ศรีหริ่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนคำแสนวิทยาสรรค์ ประธานสำนักมัธยมศึกษาตอนปลาย จังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวว่า การจัดการแข่งขันครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 6 สี 6 อำเภอ คือ สีแดงอำเภอเอราวัณ สีส้มอำเภอนากลาง สีชมพูอำเภอศรีบุญเรือง สีฟ้าอำเภอเมือง สีเหลืองอำเภอสุวรรณคูหา และสีน้ำเงินอำเภอโนนสัง  มีประเภทกีฬาที่ทำการแข่งขัน คือ ฟุตบอลชาย วอลเลย์บอลชาย-หญิง บาสเกตบอลชาย-หญิง เซปักตะกร้อชาย และกีฬาเปตอง

ด้านนายณัฐภณ ดวงท้าวเศษ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 19 กล่าวว่า นอกจากจังหวัดหนองบัวลำภูจะจัดการแข่งขันครั้งนี้แล้ว  ทาง สพม.19 จะจัดการแข่งขันกีฬาครู “ปิดกล่องชอล์ก” จังหวัดเลยและหนองบัวลำภู ครั้งที่ 2 โดยแบ่งออกเป็น 5 ทีม 5 สี ตามสหวิทยาเขต ซึ่งปีนี้โรงเรียนคำแสนวิทยาสรรค์ รับเป็นเจ้าภาพ ในวันที่ 25 มีนาคม 2559











 ......................................................

วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2559

สพม.19 รับนักเรียนใหม่ รุก ‘ทวิศึกษา’ เพิ่มทางเลือกให้เด็กและผู้ปกครอง




โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 19 (เลย-หนองบัวลำภู) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดรับนักเรียนใหม่ชั้น ม.1 และ ม.4 พร้อมกับโรงเรียนอื่นๆ ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 20-24 มีนาคม 2559 ได้รุกประชาสัมพันธ์หลักสูตร ทวิศึกษาเพิ่มทางเลือกให้นักเรียนชั้น ม.4 มีโอกาสให้เรียนสายสามัญควบคู่กับการเรียนอาชีวศึกษา เมื่อจบการศึกษารับวุฒิมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)


นายจักรพงศ์ แถลงกัณฑ์  ผู้อำนวยการโรงเรียนผาอินทร์แปลงวิทยา อ.เอราวัณ จ.เลย  เปิดเผยว่า  โรงเรียนผาอินทร์แปลงวิทยา ได้ดำเนินการเปิดหลักสูตรทวิศึกษาขึ้นเป็นปีแรก เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับนักเรียนชั้น ม.ปลาย ได้เรียนควบคู่กับการเรียนสายอาชีพ ร่วมกับวิทยาลัยการอาชีพวังสะพุง อ.วังสะพุง จ.เลย จำนวน 10 สาขาวิชา คือ วิชาช่างกลโรงงาน วิชาการโรงแรม วิชาคอมพิวเตอร์ วิชาการตลาด วิชาการบัญชี  วิชาช่างเชื่อมโลหะ วิชาช่างอิเลคทรอนิกส์ วิชาช่างไฟฟ้ากำลัง วิชาช่างยนต์ และวิชาอาหารและโภชนาการ โดยรุ่นแรกจะรับนักเรียนที่สนใจเข้าเรียนหลักสูตร ทวิศึกษา จำนวน 25 คน หรือหากมีจำนวนมากกว่าที่กำหนดไว้ ทางโรงเรียนก็จะรับเข้าเรียนทั้งหมด


นายอิฎฐารมย์ ประชุมวรรณ ผู้อำนวยการโรงเรียนภูกระดึงวิทยาคม อ.ภูกระดึง จ.เลย กล่าวเพิ่มเติมว่า  โรงเรียนภูกระดึงวิทยาคม ได้ดำเนินการเปิดหลักสูตรทวิศึกษาขึ้นเป็นปีแรก เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับนักเรียนชั้น ม.ปลาย ได้เรียนควบคู่กับการเรียนสายอาชีพ ร่วมกับวิทยาลัยการอาชีพวังสะพุง จำนวน 10 สาขาวิชา เช่นเดียวกับโรงเรียนผาอินทร์แปลงวิทยา โดยรุ่นแรกรับจำนวน 40 คน และคาดว่าน่าจะมีนักเรียนให้ความสนใจมากกว่า 40 คน แน่นอน ซึ่งทางโรงเรียนพร้อมจะรับทั้งหมดเช่นเดียวกัน


ด้าน ดร.อดิศักดิ์ มุ่งชู ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 19 กล่าวว่า โรงเรียนในสังกัด สพม.19 ทั้งจังหวัดเลยและจังหวัดหนองบัวลำภู ได้ให้ความสำคัญและเปิดหลักสูตรทวิศึกษามากกว่า 10 โรงเรียน โดยเลือกจับคู่กับวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่อยู่ใกล้กับโรงเรียน เพื่อความสะดวกในการประสานงานและการเดินทาง

“นอกจากจากนี้ สพม.19 ยังให้ความสำคัญกับการจัดหลักสูตรระยะสั้น เรียนอาชีพตามความสนใจของนักเรียนในทุกระดับชั้น จบหลักสูตรได้รับใบประกาศรับรอง  ซึ่งทาง สพม.19 ได้ทำบันทึกข้อตกลง ความร่วมมือจัดหลักสูตรระยะสั้น กับสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดเลย (กศน.จังหวัดเลย) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว” ผอ.สพม.19 กล่าว

วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2559

สพม.19 ประกาศผลการคัดเลือก “ครูผู้ช่วย” กรณีพิเศษ 1/2559




เมือวันที่ 18 มีนาคม 2559 นายโกศล บุญไชย ประธาน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 19 เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 19 (เลย หนองบัวลำภู) ได้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้า ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็น หรือเหตุพิเศษ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2559 สำหรับพนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ครูสอนศาสนาอิสลาม วิทยากรอิสลามศึกษา พนักงานจ้างเหมาบริการ ครูอัตราจ้างหรือลูกจ้างชั่วคราว สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รวมกันไม่น้อยกว่า 3 ปี ระหว่างวันที่ 12 – 13 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา ปรากฏผลการคัดเลือก และจะต้องเข้ารายงานตัวในวันที่ 28 มีนาคม 2559 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 12.00 น. ณ ห้องประชุมภูหลวง สพม.19 ดังนี้

กลุ่มวิชาเอกภาษาไทย ลำดับที่ 1 ได้แก่ น.ส.มาริสา บาลนาคม  กลุ่มวิชาเอกพลศึกษา ได้แก่ ลำดับที่ 1 นายจักรพันธ์ บรรณารักษ์ ลำดับที่ 2 ธีระศักดิ์  ปักษา  ลำดับที่ 3 นายคธาวุฒิ สารมะโน ลำดับที่ 4 นายชัยศิริ วงษ์คำจันทร์ กลุ่มวิชาเอกภาษาอังกฤษ ได้แก่ น.ส.ดาว หลาบหนองแสง ลำดับที่ 2 น.ส.อานุช พรหมศรี ลำดับที่ 3 น.ส.ศิรินทรา ประดิษฐ์ด้วง ลำดับที่ 4 น.ส.วัชรินทร์พร จันมณี ลำดับที่ 5 นายจีรศักดิ์ แสงประโคน กลุ่มวิชาเอกสังคมศึกษา ได้แก่ นายอรุณ พลเสนา ลำดับที่ 2 นางการะเกษ คงขุนทด ลำดับที่ 3 น.ส.ทิพเนตร น่วมหมวด กลุ่มวิชาเอกวิทยาศาสตร์ทั่วไป ได้แก่ ลำดับที่ 1 นายพิชญากรณ์ เหล่าอรรคะ กลุ่มวิชาเอกคณิตศาสตร์ ได้แก่ ลำดับที่ 1 น.ส.ศรัญญา ลุนภา ลำดับที่ 2 น.ส.สุวลี บัวใหญ่รักษา กลุ่มวิชาเอกชีววิทยา ได้แก่ ลำดับที่ 1 นางกรณ์ญาฏิกิต วิบูลย์กุล กลุ่มวิชาเอกศิลปศึกษา ได้แก่ ลำดับที่ 1 นายวีระธรรม จำปาบุรี กลุ่มวิชาเอกเคมี ได้แก่ ลำดับที่ 1 น.ส.พรสวรรค์ โวเบ้า และกลุ่มวิชาเอกอุตสาหกรรมศิลป์ (ช่างโยธาก่อสร้าง) ไม่มีผู้ผ่านการคัดเลือก
...............................................................
ลิงค์อ่านประกาศอย่างเป็นทางการ http://www.sesao19.go.th/web/e-News/view_news.php?detail=852